27 กรกฎาคม 2562 ชาวนาอีสานยิ้มออก ฝนตกบรรเทาแล้ง นาข้าวพ้นวิกฤติ

ที่มา: https://www.naewna.com/local/429135

รมว.เกษตรฯ แจงฝนเริ่มตกต่อเนื่อง ช่วยบรรเทาภัยแล้ง เติมน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ได้ 40 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังเดินหน้าทำฝนเทียมต่อ บริหารให้พอใช้ดูแลพื้นที่เกษตร 10 ล้านไร่ กรมชลฯปรับแผนระบายน้ำ 4 เขื่อนใหญ่ ใหม่ เก็บไว้ใช้ตลอดแล้งนี้ถึงหน้าฝนปี 63 ตามข้อเสนอสทนช.ต้องประหยัดน้ำไห้ได้ 300 ล้าน ลบ.ม. ชาวนาอีสานหลายจังหวัดยิ้มออก ฝนตกต่อเนื่องเพิ่มน้ำในนาชุบชีวิตต้นข้าวพ้นวิกฤติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งว่าช่วง2 – 3เดือนที่ผ่านมา ฝนทิ้งช่วง แต่ก็โชคดีที่มีมรสุมพัดผ่านเข้ามาทำให้ฝนตกในภาคเหนือตอนบนและอีสานตอนกลาง มีน้ำเติมเข้ามาในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

เกษตรฯแจงแก้แล้งเร่งเพิ่มน้ำเขื่อน

ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น มีทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวก็ต้องเร่งจัดการบริหารน้ำให้มีประสิทธิภาพ ปริมาณเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรโดยเฉพาะพืชหลัก เช่น ข้าว เพื่อให้เสียหายน้อยที่สุด ส่วนข้าวที่เสียหายไปแล้วได้สั่งให้เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และเกษตรตำบล เข้าไปสำรวจความเสียหายว่าเข้าข่ายหลักเกณฑ์จ่ายเงินชดเชยให้หรือไม่ สำหรับพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดน้ำกินน้ำใช้ได้สั่งการให้ระดมรถบรรทุกน้ำเข้าไปแจกจ่ายพร้อมยืนยันทำงานทุกวัน ทั้งการทำฝนเทียม การแก้ปัญหาระยะยาวได้สำรวจแหล่งน้ำทำฝายกักเก็บน้ำ ศึกษาวิธีเติมน้ำให้เขื่อนสองเขื่อนใหญ่ เพราะต้องดูแลพื้นที่เกษตรกรกว่า 10 ล้านไร่

กรมชลฯปรับแผนลดระบายน้ำ4เขื่อน

ด้านอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานเริ่มปรับลดการระบายน้ำเขื่อนใหญ่ 4 เขื่อนลุ่มเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการในฤดูแล้ง ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึง 30 เมษายน 2563 เป็นเวลา 6 เดือน และต่อเนื่องถึงต้นฤดูฝนหน้าตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงกรกฎาคม 2563 อีก 3 เดือน รวมเป็น 9 เดือน ทั้งนี้จากสภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานทำให้เกษตรกรที่อยู่ใกล้แม่น้ำสายหลักสูบน้ำไปใช้มาก ขณะที่กรมชลประทานจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากระบบชลประทาน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตรที่อยู่ท้ายน้ำ ทำให้ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนหลักลดลงกว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เกรงว่าหากหลายฤดูฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยจะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำจึงมอบหมายให้กรมชลประทานปรับแผนลดการระบายน้ำลง ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้ใช้สถิติน้ำไหลลงอ่างของ 4 เขื่อนใหญ่ในปี 2558ซึ่งเป็นปีที่มีฝนน้อยมาเทียบเคียงโดยตั้งแต่วันที่ 16 กรกฏาคม-31 ตุลาคม 2558 มีน้ำไหลลงอ่างรวม 5,231ล้าน ลบ.ม จากนั้นคาดการณ์การจัดสรรน้ำในฤดูฝนที่เหลือตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม-31ตุลาคม2562 จะมีความต้องการน้ำ 2,066 ล้านลบ.ม. และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 62 จะคงเหลือน้ำใช้การได้ 4,904 ล้าน ลบ.ม.เมื่อคำนวณความต้องการน้ำขั้นต่ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศ โดยไม่รวมภาคการเกษตรจะใช้ประมาณวันละ18 ล้าน ลบ.ม. หากต้องวางแผนใช้น้ำตั้งแต่เริ่มฤดูแล้งต่อเนื่องถึงต้นฤดูฝนปีหน้ารวม 9 เดือน คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมีประมาณ 5,040 ล้านลบ.ม. เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำใช้การได้ที่เหลือ 4,904 ล้าน ลบ.ม. จึงพบว่าลุ่มเจ้าพระยายังขาดน้ำอีก 136 ล้านลบ.ม. ซึ่งสทนช.ให้ความเห็นว่ากรมชลประทานต้องประหยัดน้ำให้ได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านลบ.ม. กรมชลจึงปรับแผนจัดสรรน้ำใหม่ จากเดิมจะจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา 2,066 ล้าน ลบ.ม. ลดลงเหลือ1,766 ล้านลบ.ม. ขณะนี้กรมชลประทานเริ่มลดปริมาณการระบายน้ำลง โดยเขื่อนภูมิพลจากระบายวันละ 23.29 ล้านลบ.ม. เหลือวันละ 21 ล้านลบ.ม.เขื่อนสิริกิติ์จากระบายวันละ 19.09 ล้าน ลบ.ม. เหลือวันละ 18.39 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จากระบายวันละ 700,000 ล้าน ลบ.ม. ลดเหลือวันละ 440,000 ลบ.ม.ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนยังคงการระบายที่ 2.16 ล้าน ลบ.ม.

สัญญาณดีฝนเริ่มตกนาข้าวฟื้นตัว

“ขณะนี้ฝนเริ่มตกในหลายพื้นที่ อีกทั้งจากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมคมถึงปลายเดือนกันยายนฝนจะตกใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้พื้นที่เกษตรจะชุ่มชื้นทำให้พืชสำคัญในลุ่มเจ้าพระยาคือ นาข้าวฟื้นตัว แต่จะยังส่งน้ำให้โดยวิธีจัดรอบเวรอย่างเคร่งครัด และกำหนดรอบเวรสูบน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สูบน้ำจากแม่น้ำสายหลักให้เหมาะสม ทั้งนี้ หากทุกภาคส่วนรักษากติกาการรับน้ำและใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มั่นใจว่า จากนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จะมีน้ำเพียงพอแน่นอน

เชียงใหม่ฝนเติมน้ำเขื่อน1 ล้านลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์ภัยแล้งหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น เมื่อวันเดียวกันนี้ฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมากขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหม่มีฝนตกติดต่อกัน ทำให้เขื่อนใหญ่ 2 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากกว่า 1 ล้านลบ.ม.ชาวนาในพื้นที่ใต้เขื่อนเริ่มนำรถไถมาปรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปี โดยเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด มีน้ำไหลเข้ากว่า 763,000 ลบ.ม. เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง มีปริมาณน้ำฝนไหลเข้ากว่า 248,000 ลบ.ม. ก่อนหน้านี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธาราระบายน้ำช่วยเหลือเกษตรกรปลูกข้าวนาปีไปแล้ว 18 ล้าน ลบ.ม.ที่เหลือจะใช้น้ำอีกประมาณ 10 ล้านลบ.ม. จะเริ่มระบายวันนี้ถึงวันที่ 4 สิงหาคมซึ่งเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีน้ำกักเก็บร้อยละ16 ของความจุ มีน้ำใช้เพียง 29 ล้าน ลบ.ม.ส่วนเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำกักเก็บเหลือร้อยละ 28

หลายจังหวัดภาคอีสานเฮฝนตกนาข้าวฟื้น

เช่นเดียวกับที่จังหวัดศรีสะเกษ มีฝนตกตลอดคืนต่อเนื่องมาทั้งสัปดาห์ ทำให้พื้นที่ซึ่งเคยเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นาข้าวหลายพื้นที่ในตำบลโพนข่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ มีน้ำขังในนาข้าว ช่วยต้นข้าวที่กำลังจะยืนต้นตายกลับฟื้นคืนความเขียวขจีอีกครั้ง ทั้งนี้สถานีอุตุนิยมวิทยาศรีสะเกษรายงานว่าระยะนี้พื้นที่จังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจะได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมเวียดนามตอนบน ทำให้จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนตกเพิ่มเติมร้อยละ 60 ของพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดมุกดาหาร อำนาเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี